::[Saint Gabriel's SG 75 77] ::

  Brothers Of Saint Gabriel .... Labor Omnia Vincit .... SG '75, '77 .....

 
 
:: Claim And Third Party Department ::
 
   

ภัยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คณะเซนต์คาเบรียลจำเป็นต้องย้ายนักเรียนจากอัสสัมชัญ และเซนต์คาเบรียลอพยพ ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยที่ศรีราชา ซึ่งคณะเซนต์คาเบรียลได้ซื้อพื้นที่ที่เดิมเคยเป็นไร่ตะไคร้หอมของบริษัทฝรั่งเศส กว่า 600 ไร่ ไว้นานแล้ว หากแต่มิได้ใช้ประโยชน์มากนัก นอกจากจะใช้เป็นที่พักของคณะภราดาปีละสองเดือนเท่านั้น กระทั่งในปี ค.ศ.1944 โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา (Assumption College Sriracha : ACS) จึงได้เกิดขึ้นพื้นที่นี้

การขยายตัวออกไปในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกในช่วงสงคราม ทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนในเครือคณะเซนต์คาเบรียล ลงหลักปักฐานในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 1948 โรงเรียนเซนต์หลุยส์ (St. Louis College : SL) ที่ฉะเชิงเทราจึงเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บาทหลวงเอช การีเอ เจ้าอาวาสวัดเซนต์แอนโทนี และคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย

Saint Gabriel's Saint Gabriel's Saint Gabriel's
เซนต์คาเบรียล อัสสัมชัญศรีราชา เซนต์หลุยส

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1958-1967 หรือภายในระยะเวลาเพียง 9 ปี คณะเซนต์คาเบรียลฯ ได้เปิดโรงเรียนในภูมิภาค ต่างๆ ขึ้นอีกถึง 5 โรงเรียน เริ่มตั้งแต่โรงเรียนอัสสัมชัญ ลำปาง (ACL : 1958), อัสสัมชัญ ธนบุรี (ACT : 1961), อัสสัมชัญ ระยอง (ACR : 1963), อัสสัมชัญ อุบลราชธานี (ACU : 1965) และอัสสัมชัญ นครราชสีมา (ACN : 1967)

Saint Gabriel's Saint Gabriel's Saint Gabriel's

อัสสัมชัญ ลำปาง

อัสสัมชัญ ธนบุรี อัสสัมชัญ ระยอง

นอกจากนี้ ระยะเวลา 8-9 ปี ดังกล่าว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนสำคัญ ของคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เพราะนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 ซึ่งเป็นปีแรกที่ ภราดาคณะเซนต์คาเบรียล ได้เริ่มกิจกรรมในประเทศไทยกระทั่งเกิดเป็น District ในปี ค.ศ.1920 นั้น เจ้าคณะ District และเจ้าคณะแขวงย่อย ในระยะเริ่มแรกทั้งสี่ท่าน ล้วนเป็นภราดาชาวต่างประเทศ ทั้งชาวฝรั่งเศส (3) และสเปน (1) ทั้งสิ้น กระทั่งในปี ค.ศ.1965 หรือ 45 ปี นับจากมีการเริ่มตั้งแขวงไทย ภราดาฟิลิป อำนวย ปิ่นรัตน์ จึงเป็นภราดาชาวไทยคนแรก ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงไทย และเป็นการเปลี่ยนผ่าน จากยุคภราดาจากต่างประเทศ มาสู่ยุคของภราดาชาวไทยเรื่อยมา

โรงเรียนที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว ในด้านหนึ่งยังเป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างคณะเซนต์คาเบรียลฯ กับคณะสงฆ์คาทอลิกในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นที่ลำปาง อุบลราชธานี หรือที่นครราชสีมา ขณะที่อัสสัมชัญ ระยอง นั้นเป็นผลมาจากการทาบทาม และติดต่อประสานงานของกลไกรัฐ ที่ดำเนินการผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด แต่สำหรับอัสสัมชัญ ธนบุรี เป็นกรณีที่สะท้อนให้เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ ระหว่างศิษย์เก่าสถาบันในเครือ กับคณะเซนต์คาเบรียลฯ อย่างชัดเจนกรณีหนึ่ง

ความพยายามของคณะเซนต์คาเบรียล ที่จะเปิดโรงเรียนในเครือบนพื้นที่ฝั่งธนบุรี มีมานานก่อนหน้านั้นพอสมควร กระทั่ง ไถง สุวรรณฑัต ศิษย์เก่าอัสสัมชัญ บางรัก ซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างการเปิด โครงการจัดสรรที่ดินขนาดใหญ่ในฝั่งธนบุรี (โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจ) ได้บริจาคที่ดิน 56 ไร่เศษ ให้แก่ คณะเซนต์คาเบรียลฯ โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรีจึงเกิดขึ้น พร้อมกับการสนับสนุนจากเครือข่ายศิษย์เก่าและผู้ปกครองด้วย

ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้งในกรณีของอัสสัมชัญ สำโรง (ACSR : 1979) เมื่อวิชัย มาลีนนท์ ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนา ที่ดินย่านเทพารักษ์ บริจาคที่ดิน 14 ไร่เศษ และเงินอีก 3 ล้านบาทให้แก่คณะเซนต์คาเบรียล เพื่อจัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นใน ปี ค.ศ.1979 ก่อนที่คณะเซนต์คาเบรียล จะชะลอการขยายตัว โดยเน้นพัฒนามาตรฐานการศึกษา และการบริหารโรงเรียนในเครือที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

Saint Gabriel's Saint Gabriel's

Saint Gabriel's

อัสสัมชัญ อุบลราชธานี อัสสัมชัญ นครราชสีมา อัสสัมชัญ สำโรง

การบริหารจัดการโรงเรียนในลักษณะของเครือข่ายสถาบัน ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของคณะเซนต์คาเบรียลดังกล่าว เป็นปรากฏการณ์ที่ก้าวหน้ากว่าที่กลไกรัฐในขณะนั้นจะคิด หรือนำมาปฏิบัติได้ โดยเมื่อจะมีการจัดตั้งโรงเรียนของกระทรวงศึกษา ในลักษณะเครือข่ายสถาบันขึ้นเป็นครั้งแรก ก็เลยมาถึงช่วงปี ค.ศ.1976-1978 ด้วยการนำชื่อของโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสวนกุหลาบฯ สตรีวิทยา เตรียมอุดมศึกษา ไปเป็นชื่อจัดตั้งสำหรับโรงเรียนแห่งใหม่ตามชานเมือง และกลายเป็นสูตรสำเร็จ ของระบบจัดการศึกษาแบบรัฐไทยไปในที่สุด

กรณีเช่นนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ในการบริหารจัดการศึกษาของรัฐไทย ที่เชื่องช้า และสั้นแคบ เพราะขณะที่คณะเซนต์คาเบรียล ขยายตัวมีโรงเรียนแห่งที่ 2 มาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1920 ก่อนที่จะชะลอการขยายตัว และยุติการจัดตั้งสถานศึกษาใหม่ๆ ในเครือตั้งแต่ ปี ค.ศ.1979 นั้น รัฐไทยเพิ่งจะเริ่มต้น "คิดและทำตาม" ความสำเร็จที่อยู่เบื้องหน้า มานานกว่า 50 ปี ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สวนทางกันอย่างยิ่ง พร้อมกับการโหมประโคมกรณีดังกล่าว ในฐานะที่เป็นทางเลือก เพื่อลดความคับคั่งแออัดในโรงเรียนชื่อดังเท่านั้น

พัฒนาการของคณะเซนต์คาเบรียลฯ ในช่วงหลังจากปี ค.ศ.1979 ที่เห็นได้เด่นชัด น่าจะอยู่ที่การพัฒนาสถาบันระดับอุดมศึกษา ซึ่งเป็นการจัดการศึกษา ขั้นปลายสุดของกระบวนการศึกษา เพื่อให้สถาบันในเครือคณะเซนต์คาเบรียลฯ มีลักษณะครบวงจรมากขึ้น

ช่วงห่างที่ยาวนาน 12 ปีระหว่างปี ค.ศ.1967 ถึง ค.ศ.1979 ที่มีเพียงอัสสัมชัญ สำโรง เป็นโรงเรียนที่เปิดขึ้นใหม่แห่งเดียว ก่อนที่คณะเซนต์คาเบรียลฯ จะยุติการขยายตัว เป็นเหมือนสัญญาณที่คณะเซนต์คาเบรียลฯ พยายามบ่งชี้ทิศทางการพัฒนา ให้ผู้บริหารการศึกษาไทยได้ตระหนัก มาอย่างต่อเนื่องแล้ว เพราะสิ่งที่คณะเซนต์คาเบรียลฯ ให้ความสำคัญและดำเนินการในช่วงดังกล่าว มิได้อยู่ที่สถานศึกษาระดับประถม-มัธยม หากแต่อยู่ที่การพัฒนาหลักสูตรของอัสสัมชัญพาณิชยการ (ACC) เพื่อก้าวไปสู่การเปิดเป็นวิทยาลัยอัสสัมชัญบริหารธุรกิจ (Assumption Business Administration College : ABAC) ในปี ค.ศ.1969 ซึ่งเป็นการต่อยอดในระดับอุดมศึกษา ก่อนที่จะเปลี่ยนสถานะเป็น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University : AU) เมื่อปี ค.ศ.1990

Saint Gabriel's Saint Gabriel's
อัสสัมชัญพาณิชยการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

แม้ว่าโครงการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นสิ่งที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1969 แต่ช่วงระยะเวลา 10 ปีแรกของความพยายามดังกล่าว ดูเหมือนจะดำเนินไปท่ามกลางอุปสรรคพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลจากสถานการณ์ภายในประเทศ ระหว่างปี ค.ศ.1973-1976 ก่อนที่จะคลี่คลายในช่วงเวลาต่อมา

ปี ค.ศ.1979 จึงกลายเป็นปีที่คณะเซนต์คาเบรียล เริ่มงานพัฒนาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาอุดมศึกษาได้อย่างจริงจัง โดยมีภราดาประทีป มาร์ติน โกมลมาศ ในฐานะอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาในเครือที่มีอยู่เพียงแห่งเดียว และดำรงตำแหน่งดังกล่าว ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 24 เป็นจักรกลสำคัญในกระบวนการนี้

หาก Mission ของภราดาคณะเซนต์คาเบรียล คือการอุทิศตัวเพื่อการศึกษา และช่วยเหลือเยาวชนที่ยากไร้ ซึ่งเป็นบทบาทที่ภราดาคณะเซนต์คาเบรียลยึดถือปฏิบัติ สืบเนื่องจากจุดกำเนิดตามปณิธานของนักบุญหลุยส์ มารี กรีญอง เดอ มงฟอร์ต แต่นั่นอาจเป็นเพียงกฎ หรือคำประกาศบนแผ่นกระดาษ ซึ่งไม่มีความสำคัญใดๆ เลย หากพันธกิจดังกล่าว มิได้ดำเนินไปดังที่ปรากฏเป็นจริงเช่นวันนี้

การบริหารงานของภราดาคณะเซนต์คาเบรียลในประเทศไทย นับจากปี ค.ศ.1901 จวบจนปัจจุบันหรือเพียง 100 ปีที่ผ่านมานั้น หากวัดผลความสำเร็จ โดยใช้จำนวนสถาบันในเครือที่ครอบคลุมการศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ และอุดมศึกษา รวม 14 สถาบัน และมีนักเรียนนักศึกษาในการดูแลไม่ต่ำกว่า 60,000 คนในแต่ละปี เป็นมาตรวัดแล้ว กล่าวได้ว่า mission ของภราดาคณะเซนต์คาเบรียล ก้าวหน้าจากจุดเริ่มต้นอย่างมาก

เป็นบทบาทของการทำงานเพื่อ "รับใช้อยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า" ที่ลื่นไหลและปรับเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมกระแสหลัก ของยุคสมัยอย่างไม่ต้องสงสัย

   
<< หน้าก่อน
   
 
    :: ทำเนียบนักเรียนเซนต์คาเบรียล SG '75, '77 ::