::[Saint Gabriel's SG 75 77] ::

  Brothers Of Saint Gabriel .... Labor Omnia Vincit .... SG '75, '77 .....

 
 
:: Claim And Third Party Department ::
 
   

นอกจากนี้ ภราดา ฟ. ฮีแลร์ ยังเขียนบทความภาษาไทยตีพิมพ์ใน "วารสาร อัสสัมชัญอุโฆษสมัย" หรือ "เอคกอ แดล อาซัมซิออง" (Echo de l'Assomption) ซึ่ง เปิดตัวในปี ค.ศ. 1913 ในฐานะวารสารราย 3 เดือนโดยมีบทความตีพิมพ์สามภาษา ทั้ง ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย โดยภาษาไทยดูจะมีความก้าวหน้ากว่าอีก 2 ภาษา เพราะ มีอาจารย์ภาษาไทยแวะเวียนมาปรึกษา หารือกับภราดา ฟ. ฮีแลร์ อยู่เสมอ

การอุทิศตนและทำงานหนักของ ภราดา ฟ. ฮีแลร์ เป็นสิ่งที่ผู้คนในชั้นหลังยังจดจำได้เป็นอย่างดี เพราะภราดา ฟ. ฮีแลร์ เริ่มต้นงานที่โรงเรียนอัสสัมชัญแห่งนี้ ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1901 และอยู่ที่เดียวกันนี้โดยมิได้ย้ายไปไหนเลย จนกระทั่งมรณภาพ ในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1968 รวมอายุได้ 87 ปี โดยเป็นการอุทิศตนอยู่ในเมืองไทยนานถึง 67 ปีเลยทีเดียว ซึ่งแม้ภราดา ฟ. ฮีแลร์ จะไม่เคยเป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ แต่ด้วยฐานะการเป็นครูฝ่ายปกครอง และเป็นผู้แต่งหนังสือ ทำให้มีศิษยานุศิษย์มากมาย

ความก้าวหน้าของโรงเรียนอัสสัมชัญในห้วงเวลานั้น ต้องถือว่าเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ (vision) ที่กว้างไกล และการยึดมั่นในพันธกิจ (mission) อย่างมั่นคง ของภราดาใน คณะเซนต์คาเบรียล เพราะนอกจากจะมีการแต่งหนังสือเพื่อใช้สอนเด็กไทยขึ้นเองแล้ว ภราดาในคณะฯ เช่นภราดา Hubert ได้เปิดสอนพิมพ์ดีดขึ้น ภายในโรงเรียนอัสสัมชัญ ในปี ค.ศ.1912 และต่อมามีภราดา Rogatien เป็นผู้สานงานเหล่านี้ต่อเนื่องมาอีก

ภราดา Rogatien เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมในวงการศึกษาไทย ด้วยการเปิดสอนวิชาพิมพ์ดีด และชวเลข ให้แก่ นักเรียนในฐานะเป็นวิชาพิเศษ รองรับกับการเติบโตขึ้นของบริษัทต่างชาติ และสำนักงานผู้แทนการค้าต่างประเทศ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้อาชีพเสมียนเป็นที่ต้องการของตลาด แรงงานขณะนั้นมากขึ้น

กระแสความนิยมในการเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จนสถานที่ที่มีอยู่เริ่มไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการที่มากล้นนั้นได้ ทำให้มีผู้ที่ผิดหวัง จากการที่ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนอัสสัมชัญนี้ เป็นจำนวน มาก การเคลื่อนตัวจากบางรัก ซึ่งเป็นชุมชน ชาวต่างชาติจากตะวันตก และคาทอลิกขนาดใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ มาสู่การเปิดสถานศึกษาแห่งที่ 2 ของคณะเซนต์ คาเบรียลจึงเกิดขึ้น

การเกิดขึ้นของโรงเรียนเซนต์ คาเบรียล (St.Gabriel's College : SG) ที่สามเสนในปี ค.ศ.1920 หรือเพียงเวลาไม่ถึง 20 ปี นับจากการเข้ามาจัดการศึกษาในประเทศไทย ของคณะเซนต์คาเบรียล ในประเทศไทย ในด้านหนึ่งเป็นภาพสะท้อนของความตื่นตัว ในเรื่องการศึกษาของสังคมไทย ขณะเดียวกันก็เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ของภราดาคณะเซนต์คาเบรียล ที่สามารถสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นในมาตรฐาน และวิธีการเรียนการสอน ที่ดำเนินการโดยคณะภราดาเหล่านี้

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะผลสัมฤทธิ์ ที่ภราดาคณะเซนต์คาเบรียลดำเนินการมาเท่านั้น หากแต่การขยายตัวมาเปิดโรงเรียนแห่งที่ 2 ที่สามเสน ในนามของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ยังมีมิติในเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกทางหนึ่ง

ชุมชนสามเสนซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเซนต์ คาเบรียลนั้นแต่เดิมเป็นชุมชนของพวกเข้ารีตโปรตุเกส ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สามารถสืบย้อน กลับไปถึงสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยมีศาสนสถานหรือวัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน อยู่ที่วัดคอนเซ็บชัญ (Immaculee Conception) ต่อมาหลุยส์ ลาโน (Louis Laneau) พระสงฆ์ชาวฝรั่งเศสได้ขอพระราชทานที่ดิน บริเวณดังกล่าวจากพระนารายณ์ ขณะที่ในสมัยรัตนโกสินทร์ มีการบันทึกว่าพื้นที่บริเวณน ี้เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวเขมรเข้ารีต และเรียกว่า บ้านเขมร มาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1782 ก่อนที่ชาวญวนเข้ารีตอีกจำนวนหนึ่ง อพยพหนีการทารุณกรรมของเจ้าแผ่นดินญวนมินมาง เข้ามาตั้งชุมชนบ้านญวน ที่สามเสนนี้ ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1834 อีกด้วย

ชุมชนสามเสน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จึงประกอบไปด้วย ชุมชนชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติปะปนกัน นับตั้งแต่โปรตุเกส เขมร ญวน และฝรั่งเศส ซึ่งต่างเข้ามาตั้งถิ่นฐานในตำบลสามเสนนี้มาช้านาน และกลายเป็นลักษณะเด่นของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ในระยะเริ่มแรก ที่ไม่แตกต่างจากการเป็นสถานศึกษานานาชาติ

มิติทางประวัติศาสตร์อีกส่วนหนึ่ง เกี่ยวกับโรงเรียนเซนต์คาเบรียล อยู่ที่การใช้ชื่อโรงเรียนว่า เซนต์คาเบรียล แทนที่จะระบุว่าเป็น อัสสัมชัญ สามเสน เพื่อแสดงถึงความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ของทั้งสองโรงเรียน เพราะหากพิจารณาจากความนิยม ในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในอัสสัมชัญขณะนั้น ซึ่งเพิ่มจาก 400 คน ในปี ค.ศ.1912 เป็นกว่า 1,000 คน ในปี ค.ศ.1915 ก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ชื่ออัสสัมชัญ น่าจะขายได้ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ขณะที่นักเรียนเซนต์คาเบรียล ในช่วงปีแรกๆ มีนักเรียนเพียง 141 คน ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 220 คน, 332 คน และ 487 คน ในช่วงปีต่อๆ มา

สาเหตุที่ทำให้ต้องใช้ชื่อ เซนต์คาเบรียล ในขณะนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อกำหนดของกระทรวงศึกษาไทยสมัยนั้น ที่ไม่อนุญาตให้มีโรงเรียนใช้ชื่อเดียวซ้ำซ้อนกัน โรงเรียนของคณะเซนต์คาเบรียล จึงเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น ที่เซนต์คาเบรียล สามเสน หรือมงฟอร์ต เชียงใหม่ ก่อนที่ข้อกำหนดนี้จะถูกยกเลิกไปในเวลาต่อมา จึงเกิดมีโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ อัสสัมชัญศรีราชา และโรงเรียนอัสสัมชัญอื่นๆ ที่คณะภราดาสร้างขึ้น ในระยะหลังจากนั้นซึ่งต่างใช้ชื่ออัสสัมชัญทั้งสิ้น

การขยายตัวมาเปิดโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ในฐานะสาขาที่สองของ ภราดาคณะเซนต์คาเบรียล มิได้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพบ้านเมืองปกติ เพราะขณะนั้นเป็นช่วงที่เพิ่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ไม่นาน แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ห่างจากสงครามครั้งนั้นมาก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม ทำให้วัสดุที่จำเป็นสำหรับการก่อสร้างขาดแคลน และมีราคาแพง ขณะที่แรงงานกรรมกรก็เป็นสิ่งหายากเช่นกัน

ภราดา มาร์ติน เดอ ตูร์ส (Bro. Martin de Tours) ซึ่งเป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ ระหว่างปี ค.ศ.1902-1920 ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งอธิการคนแรก ของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เพื่อควบคุมงานก่อสร้างโรงเรียน นี้เอง โดยเป็นนายช่างสถาปนิก ออกแบบตัวอาคาร ตึกแดง หรืออาคารหลังแรก ของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และวางรากฐานสำหรับการพัฒนาโรงเรียนแห่งนี้ด้วย

เมื่อขยายสาขาที่สอง ในนามโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งยังจำกัดอยู่เฉพาะในเขตพระนครแล้ว ในปี ค.ศ.1932 หรือ 12 ปีถัดมา ภราดาคณะเซนต์คาเบรียล ได้ขยายไปเปิดโรงเรียนแห่งที่ 3 ในเครือภราดาคณะเซนต์คาเบรียล ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามกระแสเรียกร้องของเหล่าศิษย์เก่า "อัสสัมชนิกฝ่ายเหนือ" ประกอบกับสังฆราชเรอเรแปร์โรส ซึ่งเป็นประมุขมิสซัง และคุณพ่อยอร์ช มีราแบล ต้องการให้มีโรงเรียนคาทอลิก เพื่อช่วยให้การเผยแผ่ศาสนามีผลดียิ่งขึ้น โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย (Montfort College : MC) จึงเกิดขึ้น บนที่ดินที่คุณพ่อยอร์ช มีราแบล ได้มอบให้

นอกเหนือจากการเปิดโรงเรียน 3 แห่งดังกล่าวแล้ว ภราดาคณะเซนต์คาเบรียล ยังได้เปิดโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ (Assumption Commercial College : ACC) ซึ่งมีรากฐานมาจาก แผนกพาณิชยการในโรงเรียนอัสสัมชัญ ก็เปิดดำเนินการเป็นเอกเทศอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1939 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง แต่โรงเรียนพาณิชยการแห่งนี้ ยังใช้พื้นที่ของโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นที่ตั้งโรงเรียน ก่อนที่จะแยกไปใช้พื้นที่ของสนาม กีฬา ที่เรียกว่า Villa Montfort ในปี ค.ศ. 1942 โดยการย้ายสถานที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพญี่ปุ่น ที่ได้เข้ามายึดครองประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 เข้ามาตั้งกองกำลังในพื้นที่ดังกล่าว


<< หน้าแรก
   
   
 
    :: ทำเนียบนักเรียนเซนต์คาเบรียล SG '75, '77 ::