::[Saint Gabriel's SG 75 77] ::

  Brothers Of Saint Gabriel .... Labor Omnia Vincit .... SG '75, '77 .....

 
 
:: Claim And Third Party Department ::
 
   
ประวัติเซนต์คาเบรียล
   

คณะภราดา ที่เดินทางถึงเมืองไทยหลังจากที่ Missionaries รุ่นแรกๆ ได้พยายามเพาะหน่ออ่อนของคริสต์ศาสนาให้งอกเงยในสยามประเทศ มานานกว่า 200 ปี แต่ดูเหมือนว่าภารกิจของพวกเขา จะประสบสัมฤทธิผลมากกว่าคณะใดๆ ในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว

แม้ว่าการเดินทางเข้ามาเผยแผ่คริสต์ธรรมของนักบวชคณะ Dominican, Franciscan และ Jesuit ในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทย จะเกิดขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 แต่ดูเหมือนว่าความพยายามที่จะลงหลักปักฐานคริสต์ศาสนาในไทย เกิดขึ้นอย่างจริงจังเมื่อเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 ไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของพระนารายณ์มหาราช อันเป็นผลจากการติดต่อการค้ากับชาติตะวันตก ในระยะนั้น จนเกิดเป็นนิคมชาวต่างชาติ ในกรุงศรีอยุธยาหลายแห่งด้วย

การเดินทางถึงกรุงศรีอยุธยาของ Thomas de Valguarnera นักบวชแห่งคณะ Jesuit จากเกาะ Sicily ของอิตาลี ในฐานะวิศวกรประจำราชสำนัก เมื่อปี ค.ศ.1655 และการเข้ามาในสยามของนักบวช ฝรั่งเศสคณะ Missionnaires Etrangeres de Paris : MEP (Foreign Missions Society of Paris) ภายใต้การนำของ Bishop Lampert de la Motte เมื่อปี ค.ศ.1662 ได้รับการบันทึกไว้ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้น ของประวัติศาสตร์คาทอลิกในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ Bishop Lampert de la Motte แห่งคณะ MEP ที่ได้รับการกล่าวถึงในฐานะที่เป็นบุคคลแรกๆ ที่ได้จัดตั้ง College General ขึ้นเป็นสถาบันการศึกษาแบบคาทอลิก ตั้งแต่ในปี ค.ศ.1665 แล้ว

กระนั้นก็ดี ดูเหมือนว่าสิ่งที่ได้เริ่มต้นขึ้นในครั้งนั้น มิได้ก่อให้เกิดความต่อเนื่องอย่างมีระบบมากนัก แม้ว่าในระยะต่อมาชุมชนชาวต่างประเทศในกรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ จะขยายตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็ตาม

หรือบางที การเกิดขึ้นของนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ จำเป็น ต้องอาศัยแรงปฏิกิริยาจากการปะทะระหว่างกลุ่มอิทธิพล ที่มีอำนาจอยู่ในสังคมขณะนั้นเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง การเปิดประเทศในปี ค.ศ.1855 เพื่อรับอารยธรรมตะวันตก ภายใต้สนธิสัญญา มิตรภาพและการค้า หรือที่รู้จักกันดีในนามของสนธิสัญญาบาวริ่ง (Sir John Bowring : อุปทูตของพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ) ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า วัฒนธรรม และการศึกษา รวมถึงกระบวนการสร้างความทันสมัย ซึ่งเป็นวาทกรรมหลักของสังคมไทยในสมัยนั้น ก็ควรถือเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยใหม่ ที่เกิดจากการหยิบยื่นให้ของ John Bowring อุปทูตจากต่างแดนนี้ และกรณีดังกล่าวมีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากกระบวนการพัฒนาระบบการศึกษาสมัยใหม่ของไทย ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา มากนัก

จุดเริ่มต้นของโรงเรียนคาทอลิกในช่วงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1877 เมื่อคุณพ่อกอลมเบต์ (Father Colombet) บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ในคณะมิซซังต่างประเทศแห่งปารีส (MEP) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดอัสสัมชัญบางรัก ได้เปิดโรงเรียนไทย-ฝรั่งเศสขึ้น เพื่อสอนเด็กกำพร้าที่วัดอัสสัมชัญ ต่อมาในปี ค.ศ.1879 จึงได้เปิดแผนกภาษาอังกฤษ โดยในระยะเริ่มต้นมีนักเรียนเพียง 12 คนเท่านั้น

ชุมชนบางรัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดอัสสัมชัญ ในช่วงขณะนั้น นับเป็นชุมชนชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของรัตนโกสินทร์ โดยนอกจากจะเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวตะวันตก ที่เข้ามาประกอบธุรกิจ พร้อมกับการเปิดสำนักงานการค้าอย่างมากมายแล้ว ชาวเอเชียที่ได้เข้ารีตเจ้าอาณานิคม และผู้อพยพที่ยังชีพด้วยการค้าแรงงานก็ร่วมอยู่ในชุมชนนี้ด้วย

การเปิดโรงเรียนของกอลมเบต์ มิได้มีเป้าหมายอยู่ที่ลูกหลานของชาวต่างชาติ หรือคหบดีไทยผู้ร่ำรวย หากชัดเจนว่าเป็นไปเพื่อการสาธารณะสงเคราะห์เป็นหลัก กระทั่งในปี ค.ศ.1885 โรงเรียนอัสสัมชัญ (Assumption College : AC) จึงได้เปิดเป็นสถานศึกษาอย่างเป็นทางการ พร้อมกับมีการว่าจ้างครูชาวอังกฤษมาเป็นผู้ดำเนินการสอน แต่ด้วยเหตุที่การศึกษา ยังเป็นของแปลกใหม่ ทำให้มีนักเรียนเพียง 33 คน ในการเรียนปีแรก ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 130 คนในปีต่อมา และทำให้บาทหลวงกอลมเบต์ คิดจะขยายอาคารเรียน โดยได้ถวายฎีกาไปถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พร้อมกับบอกบุญเรี่ยไรบรรดาพ่อค้าวาณิช ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ด้วย

ในปี ค.ศ.1900 จำนวนนักเรียนของอัสสัมชัญก็เพิ่มมากขึ้นถึง 400 คน ห้วงเวลาเดียวกันนั้นเองบาทหลวงกอลมเบต ์ได้เดินทางไปพักรักษาตัวที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้มีโอกาสเยี่ยมกิจการของโรงเรียนที่ดำเนินการ โดยคณะเยซูอิต (Jesuit) ที่ Rue Vaugirarol พร้อมกับการได้พบกับภราดา Aquilin ซึ่งเป็นภราดาในคณะเซนต์คาเบรียลและสอนอยู่ที่นั่น

บาทหลวงกอลมเบต์ ได้เดินทางไปเยี่ยมอัครธิการที่แซงต์ โลรังต์ ซัว แซฟร์ (Saint-Laurent-sur-Sevre) และขอความช่วยเหลือด้านบุคลากรจาก คณะภราดา ด้วยการเชิญชวน ให้ส่งภราดามาสอนในประเทศไทย ซึ่งภราดาอัครธิการ มาเชียล (Martial) ได้ตอบสนอง โดยส่งภราดาจากฝรั่งเศสชุดแรก จำนวน 5 ท่าน เดินทางโดยเรือในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1901 และถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.1901 โดยมีภราดา มาร์ติน เดอ ตูร์ส (Bro. Martin de Tours) เป็นหัวหน้าคณะ และในจำนวนนี้มี ภราดา ฟ. ฮีแลร์ (Bro.Hilaire) ภราดาอาเบล (Bro.Arbel) ภราดา คาเบรียล เฟอราตี (Bro.Gabriel Ferretti) ซึ่งทั้งสี่เป็นชาวฝรั่งเศส และภราดาเอากุสตี (Bro.Auguste) เป็นชาวแคนาดา ร่วมอยู่ด้วย ก่อนที่ในเดือนมกราคม ค.ศ.1902 ภราดาคณะที่ 2 จากคณะเซนต์ คาเบรียลจำนวนอีก 4 ท่าน จะตามมาสมทบ โดยคณะภราดาเซนต์คาเบรียลได้เข้ารับช่วงงาน และหน้าที่จากบาทหลวงกอลมเบต์นับแต่นั้นมา


เมื่อเดินทางถึงกรุงเทพฯ ภราดา มาร์ติน เดอ ตูร์ส ซึ่งเป็น หัวหน้าคณะภราดา มีอายุเพียง 30 ปี แต่ก็นับเป็นผู้อาวุโสสูงสุด ในหมู่ภราดาที่เดินทางมาด้วยกัน จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิการ ซึ่งแม้ว่าจะพูดได้เฉพาะภาษาฝรั่งเศส แต่ภราดา มาร์ติน เดอ ตูร์ส ก็มีความสามารถในด้านการก่อสร้าง ซึ่งมีผลต่อการขยายงานของโรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนในเครือคณะเซนต์คาเบรียล ในเวลาต่อมาไม่น้อย

ขณะที่ภราดาฮิลาริอุส-มารี (Hilarius-Marie, Francois Thouvenet) หรือที่รู้จักกันในนาม ภราดา ฟ. ฮีแลร์ ซึ่งในขณะที่เดินทางมาถึงประเทศไทย ในปี ค.ศ.1901 นั้นมีอายุเพียง 20 ปี ได้ให้ความสนใจร่ำเรียนภาษาไทย จนมีความรู้แตกฉานด้วยแนวคิด "ปณฑิตา นญจเสวนา" ทำให้ มีการปรึกษากับปราชญ์ราชบัณฑิตของไทย เสมอๆ และได้แต่งหนังสือ "ดรุณศึกษา" โดยตีพิมพ์ครั้งแรก ในค.ศ.1910 เพื่อใช้เป็นสื่อในการสอนเด็กไทย และได้ตีพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง

หน้าต่อไป >>

   
   
   
 
    :: ทำเนียบนักเรียนเซนต์คาเบรียล SG '75, '77 ::